497165 กระทู้ ใน 272211 หัวข้อ - โดย 7226 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: sadmang

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - kdidd

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1


“มะรุม” พืชผักสมุนไพร ปลูกอย่างไรให้ได้กิน
            มะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่พบได้ในเขตร้อนทั่วโลก ทั้งในเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย รวมไปถึงเขตร้อนในแอฟริกา  และยังมีรายงานบางชิ้นบอกว่าพบมะรุมในเขตทะเลทรายอีกด้วย ดังนั้นจากที่ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ ที่มะรุมจะอาจเจริญเติบโตได้ รวมถึงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการเพาะมะรุม จึงจะขอนำเสนอถึงวิธีการเพาะมะรุมพืชผักสมุนไพรอันแสนมหัศจรรย์ของไทยเรา ซึ่งโดยปกตินั้นมะรุมจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ไม่ว่าจะเป็นดินร่วม ดินร่วนปนทราย หรือดินทราย รวมถึงมีความทนต่อสภาวะแห้งแล้วไดดี ซึ่งในรอบปีนั้นมะรุมอาศัยแค่น้ำฝนตามฤดูกาลก็สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว โดยไม่ต้องให้น้ำและในการปลูกมะรุมนั้นอาจทำได้ 2 วิธี คือ การเพราะเมล็ด และการปักชำกิ่ง โดยมีวิธีการในแต่ละวิธีดังนี้  วิธีการเพาะเมล็ด เริ่มจากต้องเตรียมดิน โดยการนำดินไปวางในโรงเรือนหรือที่ร่มที่มีแสงแดดส่องรำไร  แล้วจึงนำเมล็ดมะรุม 2 เมล็ดมาทำการเพาะในพุงเพาะโดยการใช้นิ้วจิ้มหน้าดินประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วนำเมล็ดมาหยอดแล้วใช้ดินกลบหน้าหลุม และรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นรดน้ำเล็กน้อยวันละ 2 ครั้งทุกวันเป็นเวลา 1 อาทิตย์ เมื่อเมล็ดมะรุมงอกเป็นต้นกล้ามีอายุประมาณ 2 เดือน และลำต้นสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป ก็นำออกขยายพันธุ์ได้ โดยการเพาะปลูกให้ขุดหลุมลึก 20 เซนติเมตร กว้าง 20 เซนติเมตรรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกแล้วจึงนำต้นกล้ามะรุมลงเพาะปลูก และควรเว้นระยะห่างระหว่าง 3 – 5 เมตร  วิธีปักชำ เริ่มจากคัดเลือกกิ่งมะรุมที่กำลังพอดี ไม่หนุ่มหรือแก่จนเกินไป ขนาดประมาณ นิ้วมือโดยให้ตัดยาวประมาณ 30 ซม.โดยกิ่งที่ใช้ควรมีตายอด 3 – 5 ตา แต่อย่ามีใบติดมาด้วย จากนั้นนำไปปักนุงเพาะชำที่ใส่ดินที่เตรียมไว้ (เหมือนกรณีการเพาะเมล็ด) แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้นให้น้ำวันละ 2 ครั้ง โดยให้เพียงแค่ดินชุ่มเท่านั้น ห้ามให้เยอะจนแฉะ ใช้เวลาประมาณ 15 – 20 วัน ตายอดจะเริ่มแตกและหากต้นกล้าตั้งต้นได้ประมาณ 2 เดือน จึงนำลงขยายพันธุ์ในแปลงต่อไป แต่วิธีการปักชำนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะอัตราการรอดจะน้อยกว่าวิธีการเพาะปลูกเมล็ดแต่ก็มีผู้ที่ใช้วีการปักชำอยู่บ้าง เพื่อที่ต้องการขนาดลำต้นที่เล็กและเตี้ยเหมาะแก่สภาพพื้นที่ที่คับแคบ ส่วนมากจะชอบขยายพันธุ์มะรุมด้วยการขยายพันธุ์เมล็ดเพราะมะรุมเป็นไม้ยืนต้นคล้ายๆกับ สมอไทย มะขามป้อม จึงต้องอาศัยรากแก้วในการยึดเกาะรวมถึงวิธีการปลูกเมล็ดยังมีโอกาสรอดมากว่า 90% อีกด้วย

2
พริกไทยดำ อัพเดท

3


กระชายดำ อัพเดท

4


แปะก๊วย จำไว้ให้ดี

5
แปะก๊วย สมุนไพรยอดนิยม

7
ถังเช่า อัพยาวๆเลยครับ

8
ถังเช่า หรือตังถังเช่า อันเดียวกันครับ

10


กวาวเครือแดง เหมาะสำหรับท่านชาย

11
ถังเช่า ดีมากๆ

12

เคล็ด(ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง
            สุดยอดสมุนไพรที่ท่านชายนิยมมาใช้บำรุงร่างกายเป็นอันดับต้นๆ  เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อสมุนไพร ”กวาวเครือแดง” เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ โดยปกติแล้ว “กวาวเครือแดง” มักพบมากในป่า โดยต้นจะพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ แต่ในระยะหลัง มีการเพาะพันธุ์ “กวาวเครือแดง” มากขึ้น และเริ่มแพร่หลายไปในทุกภาคของประเทศ สาเหตุที่ต้องเพาะพันธุ์ กวาวเครือแดงเองนั้น  เพราะการขยายพันธุ์ในธรรมชาตินั้น ไม่สามารถที่จะควบคุมปัจจัยและสภาวะที่เหมาะสมในการกระจายพันธุ์ของกวาวเครือแดงได้   เพราะหากไม่มีการเพาะพันธุ์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์โดยหวังว่าจะไปหาจากป่าอย่างเดียวก็อาจจะสูญพันธุ์ไป เช่นเดียวกับสมุนไพรหลายๆตัวที่สุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในขณะนี้ เช่น เถาวัลย์เปรียง  เจตมูลเพลิงแดง  สมอไทย  และสมอพิเภก ส่วนการเพาะ และการขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ที่นิยมทำกันนั้นทุกท่านอยากรู้กันไหมครับ  เอาเป็นว่าอยากรู้ละกันนะครับ (แบบถามเองตอบเอง)  สำหรับการขยายพันธุ์ “กวาวเครือแดงและกวาวเครือขาว” นั้น หลักๆมีอยู่ 3 วิธี ที่นิยมทำและมีอัตราการรอดสูง คือ การเพาะเมล็ด  การปักชำ  และ การแบ่งหัวต่อต้นโดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ คือ

  • การเพาะเมล็ด ก็คือ การนำเมล็ดกวาวเครือแดงมาเพาะในขี้เถ้าเลย แล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูกในถุงเพาะชำ โดยใช้ดิน 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ และ เปลือกมะพร้าว อย่างละส่วน พอมีอายุได้ 2 เดือน  จึงนำไปลงแปลงปลูก โดยต้องหาหลักไว้ให้ต้นพันเกาะขึ้นด้วย
  • การปักชำ มีวิธีดังนี้ นำเถาของกวาวเครือแดง ที่มีข้อมาปักชำในวัสดุเพาะเลี้ยง พอแตกรากจึงนำไปปลูกในแปลง
  • การแบ่งหัวต่อต้น คือ นำหัวของกวาวเครือแดง ที่ไม่มีตาจะแตกต้นใหม่ มาเชื่อมต่อตามวิธี ต่อราก เลี้ยงกิ่ง หลังการต่อต้นประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้


            เห็นไหมละครับ เพียงแค่นี้ การปลูกกวาวเครือแดงก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกท่านอีกต่อไป  “ตามหัวข้อ เคล็ด (ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง” โดย 3  วิธีที่กล่าวมานี้ เป็นวิธีที่นิยมทำกัน แต่หากท่านใดมีวิธีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังได้นะครับ

13


“แปะก๊วย” หากรู้จักใช้มีคุณอนันต์
            แปะก๊วย ในเชิงสมุนไพร เป็นที่ยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกแล้วว่า มีสรรพคุณมากมาย ในการใช้รักษาและบำบัดอาการต่างๆ ของมนุษย์  ซึ่งใบของแปะก๊วยนั้นพบสาระสำคัญที่ช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น สารกลุ่ม flavonoids มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อมะเร็ง และช่วยชะลอวัยและโรคที่เกิดจาการเสื่อมของวัย สาร biloalides ป้องกันโรคความจำเสื่อม สมองฝ่อ  ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี  และสารกลุ่ม ginkgolides ป้องกันโรคความจำเสื่อม เพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่สมอง และปลายประสาทต่างๆ ป้องกันอาการหลงลืมในผู้สูงวัยหรืออัลไซเมอร์ ในปี 1994 มีการทดลองให้แปะก๊วยกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์พบว่า มีความจำและมีสมาธิดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเมล็ดแปะก๊วย ที่เรานำมาทำอาหารต่างๆ ทั้งของคาวและหวานนั้นก็มีสรรพคุณทางยาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยในเมล็ดของแปะก๊วยแล้ว ปรากฏว่า มีสรรพคุณดังนี้ ลดระดับคลอเรสตอรอล พบว่าไขมันในเมล็ดแปะก๊วยมีฤทธิ์ลดระดับคลอเรสตอรอลในตับได้ ป้องกันมะเร็ง ในเมล็ดของแปะก๊วยมีการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก แม้จะโดนความร้อน สารเหล่านี้ก็ยังคงอยู่มากหากเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ขมิ้น ดีปลี ฯลฯ นอกจากนี้เมล็ดแปะก๊วยยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายตัวในปริมาณที่สูง และยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำอีกด้วย (แต่ถ้าบริโภคในปริมาณมากอาจมีผลข้างเคียงได้) ส่วนสารสกัดของแปะก๊วย ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในสมองดีขึ้น บรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยการช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น มีรายงานจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เมื่อรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย ติดต่อกัน 6 เดือน จะช่วยให้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศดีขึ้นถึง 50 %  บรรเทาอาการของโรคพากินสัน สารสกัดของใบแปะก๊วยนั้นเข้าไปเพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมอง ทำให้มีการผลิตฮอร์โมนโดปามีนอย่างเพียงพอ ที่จะนำส่วนไปยังอวัยวะต่างๆ จึงทำให้การสั่น ในโรคทากินสันนั้นลดลง แต่ใช่ว่าแปะก๊วยจะมีแต่ประโยชน์เท่านั้น มีข้อควรระวังในการใช้อยู่เหมือนกันกล่าวคือ ผู้ที่ใช้ยา Warfarin, Aspirin, Ibruprofen  และสารป้องกันการเกิดลิ่มเลือดไม่ควรรับประทานแปะก๊วย  เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแตกได้ง่าย รวมถึงผู้ป่วยโรคความดันสูงและความดันต่ำ ก็ไม่ควรใช้แปะก๊วย รวมถึงผู้ที่ต้องได้รับการผ่าตัดควรหลีกเลียงการบริโภคสารสกัดแปะก๊วยก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเลือดแข็งตัวช้า
            ดังนั้นหากรู้จักใช้แปะก๊วยก็เป็นสมุนไพรที่มีคุณอนันต์ แต่ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึง โทษมหันต์หากเลือกใช้ไม่ดี
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : เเปะก๊วย

Tags : สมุนไพรเเปะก๊วย

หน้า: [1] 2 3 ... 5