496311 กระทู้ ใน 271567 หัวข้อ - โดย 7224 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: p1khunnechi

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - kdidd

หน้า: [1] 2
1

เคล็ด(ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง
            สุดยอดสมุนไพรที่ท่านชายนิยมมาใช้บำรุงร่างกายเป็นอันดับต้นๆ  เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อสมุนไพร ”กวาวเครือแดง” เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ โดยปกติแล้ว “กวาวเครือแดง” มักพบมากในป่า โดยต้นจะพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ แต่ในระยะหลัง มีการเพาะพันธุ์ “กวาวเครือแดง” มากขึ้น และเริ่มแพร่หลายไปในทุกภาคของประเทศ สาเหตุที่ต้องเพาะพันธุ์ กวาวเครือแดงเองนั้น  เพราะการขยายพันธุ์ในธรรมชาตินั้น ไม่สามารถที่จะควบคุมปัจจัยและสภาวะที่เหมาะสมในการกระจายพันธุ์ของกวาวเครือแดงได้   เพราะหากไม่มีการเพาะพันธุ์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์โดยหวังว่าจะไปหาจากป่าอย่างเดียวก็อาจจะสูญพันธุ์ไป เช่นเดียวกับสมุนไพรหลายๆตัวที่สุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในขณะนี้ เช่น เถาวัลย์เปรียง  เจตมูลเพลิงแดง  สมอไทย  และสมอพิเภก ส่วนการเพาะ และการขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ที่นิยมทำกันนั้นทุกท่านอยากรู้กันไหมครับ  เอาเป็นว่าอยากรู้ละกันนะครับ (แบบถามเองตอบเอง)  สำหรับการขยายพันธุ์ “กวาวเครือแดงและกวาวเครือขาว” นั้น หลักๆมีอยู่ 3 วิธี ที่นิยมทำและมีอัตราการรอดสูง คือ การเพาะเมล็ด  การปักชำ  และ การแบ่งหัวต่อต้นโดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ คือ

  • การเพาะเมล็ด ก็คือ การนำเมล็ดกวาวเครือแดงมาเพาะในขี้เถ้าเลย แล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูกในถุงเพาะชำ โดยใช้ดิน 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ และ เปลือกมะพร้าว อย่างละส่วน พอมีอายุได้ 2 เดือน  จึงนำไปลงแปลงปลูก โดยต้องหาหลักไว้ให้ต้นพันเกาะขึ้นด้วย
  • การปักชำ มีวิธีดังนี้ นำเถาของกวาวเครือแดง ที่มีข้อมาปักชำในวัสดุเพาะเลี้ยง พอแตกรากจึงนำไปปลูกในแปลง
  • การแบ่งหัวต่อต้น คือ นำหัวของกวาวเครือแดง ที่ไม่มีตาจะแตกต้นใหม่ มาเชื่อมต่อตามวิธี ต่อราก เลี้ยงกิ่ง หลังการต่อต้นประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้


            เห็นไหมละครับ เพียงแค่นี้ การปลูกกวาวเครือแดงก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกท่านอีกต่อไป  “ตามหัวข้อ เคล็ด (ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง” โดย 3  วิธีที่กล่าวมานี้ เป็นวิธีที่นิยมทำกัน แต่หากท่านใดมีวิธีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังได้นะครับ

2


“แปะก๊วย” หากรู้จักใช้มีคุณอนันต์
            แปะก๊วย ในเชิงสมุนไพร เป็นที่ยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกแล้วว่า มีสรรพคุณมากมาย ในการใช้รักษาและบำบัดอาการต่างๆ ของมนุษย์  ซึ่งใบของแปะก๊วยนั้นพบสาระสำคัญที่ช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น สารกลุ่ม flavonoids มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อมะเร็ง และช่วยชะลอวัยและโรคที่เกิดจาการเสื่อมของวัย สาร biloalides ป้องกันโรคความจำเสื่อม สมองฝ่อ  ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี  และสารกลุ่ม ginkgolides ป้องกันโรคความจำเสื่อม เพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่สมอง และปลายประสาทต่างๆ ป้องกันอาการหลงลืมในผู้สูงวัยหรืออัลไซเมอร์ ในปี 1994 มีการทดลองให้แปะก๊วยกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์พบว่า มีความจำและมีสมาธิดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเมล็ดแปะก๊วย ที่เรานำมาทำอาหารต่างๆ ทั้งของคาวและหวานนั้นก็มีสรรพคุณทางยาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยในเมล็ดของแปะก๊วยแล้ว ปรากฏว่า มีสรรพคุณดังนี้ ลดระดับคลอเรสตอรอล พบว่าไขมันในเมล็ดแปะก๊วยมีฤทธิ์ลดระดับคลอเรสตอรอลในตับได้ ป้องกันมะเร็ง ในเมล็ดของแปะก๊วยมีการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก แม้จะโดนความร้อน สารเหล่านี้ก็ยังคงอยู่มากหากเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ขมิ้น ดีปลี ฯลฯ นอกจากนี้เมล็ดแปะก๊วยยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายตัวในปริมาณที่สูง และยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำอีกด้วย (แต่ถ้าบริโภคในปริมาณมากอาจมีผลข้างเคียงได้) ส่วนสารสกัดของแปะก๊วย ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในสมองดีขึ้น บรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยการช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น มีรายงานจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เมื่อรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย ติดต่อกัน 6 เดือน จะช่วยให้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศดีขึ้นถึง 50 %  บรรเทาอาการของโรคพากินสัน สารสกัดของใบแปะก๊วยนั้นเข้าไปเพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมอง ทำให้มีการผลิตฮอร์โมนโดปามีนอย่างเพียงพอ ที่จะนำส่วนไปยังอวัยวะต่างๆ จึงทำให้การสั่น ในโรคทากินสันนั้นลดลง แต่ใช่ว่าแปะก๊วยจะมีแต่ประโยชน์เท่านั้น มีข้อควรระวังในการใช้อยู่เหมือนกันกล่าวคือ ผู้ที่ใช้ยา Warfarin, Aspirin, Ibruprofen  และสารป้องกันการเกิดลิ่มเลือดไม่ควรรับประทานแปะก๊วย  เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแตกได้ง่าย รวมถึงผู้ป่วยโรคความดันสูงและความดันต่ำ ก็ไม่ควรใช้แปะก๊วย รวมถึงผู้ที่ต้องได้รับการผ่าตัดควรหลีกเลียงการบริโภคสารสกัดแปะก๊วยก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเลือดแข็งตัวช้า
            ดังนั้นหากรู้จักใช้แปะก๊วยก็เป็นสมุนไพรที่มีคุณอนันต์ แต่ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึง โทษมหันต์หากเลือกใช้ไม่ดี
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : เเปะก๊วย

Tags : สมุนไพรเเปะก๊วย

3

พริกไทยทั้งอร่อยและรักษาโรค
            พริกไทยสามารถนำมาเป็นเครื่องปรุงให้กับอาหารต่างๆ ทั้งอาหารไทยและอาหารต่างประเทศ หลายหลายเมนู ทั้งอาหาร ไทย , จีน , ฝรั่ง ซึ่งประโยชน์ในข้อนี้ เราทั้งหลายก็ทราบกันมาแล้ว แต่พริกไทยยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์กันมนุษย์เราไม่แพ้การนำมาเป็นเครื่องปรุงอาหารเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็คือมีการนำพริกไทยมาทำสมุนไพรเพื่อรักษาและบำบัดอาการของโรคต่างๆ ด้วยที่ว่า พริกไทยนั้นเป็นพืชประจำถิ่นแถบอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุนี้ชาวพื้นถิ่นในแถบนี้จึงรู้จักนำพริกไทยมาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรตั้งแต่โบราณกาล  โดยในจีนนั้น กล่าวถึงพริกไทย ว่ามีคุณสมบัติ อุ่น สามารถวิ่งเส้นลมปราณในร่างกายได้ ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก  ทั้งยังทำให้พลังลงสู่ส่วนล่าง  ขับพลังเย็นอวัยวะจั้งฝู่ ทำให้ย่อยอาหารดี  บำรุงพลังของไต  ฆ่าพิษอาหารจำพวกอาหารทะเล  โดยแพทย์แผนจีน ระบุว่า พริกไทย จัดเป็นพืชที่เป็นหยางเหมาะกับคนที่กระเพาะอาหารเย็นชื้น  ผู้ที่จะใช้พริกไทย  จึงควรเป็นผู้ที่มีภาวะหยางในร่างกายน้อย ส่วนในไทย ตำราแผนโบราณของไทยนั้น  ระบุว่าสรรพคุณที่โดดเด่นของพริกไทย คือ เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น ในตำรายาวิเศษ “ว่าใช้เหงือกปลาหมอ 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ตำเป็นผงละลายน้ำกิน 1 เดือน หายจากโรคทั้งปวง” ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ของพริกไทย อาทิเช่น  รากพริกไทยใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน เถาพริกไทย ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการลงแดง เมล็ดพริกไทย ขับเสมหะ  บำรุงธาตุ  ทำให้ผายลมหรือขับปัสสาวะ และพริกไทยยังได้รับการยอมรับในการแพทย์สมัยใหม่ว่า ถ้าเป็นสมุนไพรที่เมื่อนำไปรวมกับสมุนไพรตัวอื่นๆแล้วจะมีฤทธิ์เป็นยา เช่น พิกัดตรีกฎก ซึ่งประกอบด้วย เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย  ผลดีปลี  ข่วยขับน้ำดีและขับลม  อีกพิกัดหนึ่งคือ  ตรีวาตผล ประกอบด้วย  ลูกสะค้าน  เหง้าข่า  รากพริกไทย  ช่วยแก้ในกองลม  แน่นหน้าอก   ขับเสมหะ  บำรุงไฟธาตุ สำหรับในอินเดีย นั้น ชาวอินเดีย  นิยมใช้พริกไทยเป็นองค์ประกอบในการใช้ แก้หวัด  ปวดท้อง  อาเจียน  ปวดประจำเดือน และที่สำคัญล่าสุดในปัจจุบันนี้ มีการนำพริกไทยไปแปรรูปเป็นพริกไทยดำ  แล้วมีการศึกษาวิจับ พบสารตัวหนึ่งในพริกไทยดำ  ว่ามีสรรพคุณ ลดน้ำหนักได้ คุณผู้หญิงในปัจจุบันจึงนิยมใช้สารสกัดจากพริกไทยดำเพื่อลดน้ำหนักกันอย่างแพร่หลาย  ซึ่งในหัวข้อพริกไทยดำกับสรรพคุณการลดน้ำหนักนี้ ขออุบไว้ก่อนโดย จะขอกล่าวถึงในครั้งต่อไป
            แต่อย่างไรก็ตามพริกไทยก็ถือได้ว่าเป็นพืชที่ให้คุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก  เพราะสามารถเป็นทั้งเครื่องปรุงรสชั้นเลิศ  ที่เป็นที่นิยมทั่วโลกในปัจจุบัน  และยังสามารถเป็นสมุนไพร  ที่มีสรรพคุณรักษาและบำบัดโรคได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงขอขนานนามพริกไทยว่า “พริกไทย สมุนไพร 2 IN 1”

4

กระชายดำ สมุนไพรไทยแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง
            ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสความนิยมในการหันมาใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันของคนไทยนั้น ถือได้ว่ากระแสแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเนื่องมาจาก  ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัว และรับรู้ข้อมูล ผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของไต  และอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ จนทำเกิดการเจ็บป่วยแบบสะสมในอวัยวะภายในเหล่านั้น และกลายเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก ติด 5 อันดับแรกของการเจ็บป่วยของประเทศ  ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใช้สมุนไพรในการดูแล และรักษาโรค รวมถึงใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย โดยสมุนไพรที่ใช้นั้นมีทั้งสมุนไพรจีน และสมุนไพรที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ เช่น กระชายดำ เถาเอ็นอ่อน มะขามป้อม ฯลฯ แต่ในกระแสสมุนไพรฟีเวอร์ในปัจจุบันนี้ หากจะนับสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เชื่อได้ว่า กระชายดำ คงเป็นชื่อสมุนไพรที่ทุกท่านเคยได้ยินบ่อยๆอย่างแน่นอน สำหรับกระชายดำ เป็นสมุนไพรของไทยแท้ๆ เพราะมีถิ่นกำเนิดในไทย และพบได้ทุกภาคของไทย  โดยจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน และเราใช้เหง้ามาเป็นสมุนไพรและใช้ประโยชน์ในสรรพคุณต่างๆ เหง้าลักษณะ กลมๆ เรียงต่อกัน มีสีน้ำตาล หากหักออกเนื้อในจะเป็นสีม่วงมีกลิ่นหอม ในอดีตการปลูกกระชายดำนั้นไม่ได้ปลูกไว้เพื่อเป็นเศรษฐกิจ หรือการขายแต่อย่างใด แต่จะปลูกไว้ละแวกบ้านหรือในกระถาง เพื่อรักษาโรคและใช้เป็นยาบำรุงในครัวเรือนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน กระชายดำเป็นที่นิยมในการนำมาทำยาสมุนไพรทั้งในรูปแบบการบริโภคสด หรือการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อการรักษาโรคและเป็นอาหารเสริม จึงจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์และการปลูกกระชายดำ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยการขยายพันธุ์กระชายดำนั้น  ทำได้โดยการใช้หัวหรือเหง้าปลูก เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน เพราะพืชจำพวกนี้ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี  โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 จอบ ลึก 10 – 15 ซม. แล้วนำแง่งกระชายดำ  ใส่ในหลุมแง่งเล็กใช้ 1 – 2 แง่ง หากแง่งใหญ่สมบูรณ์ใช้แง่งเดียว  เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น จะแตกหน่อขยายไปเรื่อยๆเอง  ส่วนแง่งที่เราปลูกจะเหี่ยวและแห้งไป โดยให้ระยะปลูก ระหว่างแถบประมาณ 30 ซม. ระหว่างต้น 25 – 30 ซม. ฤดูที่เหมาะสมที่จะปลูกคือ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน ในการปลูกครั้งแรกควรปลูกให้ได้อายุ 1 ปี ค่อยเก็บเกี่ยว หลังจากครั้งแรก ควรปลูกให้ได้อายุประมาณ 10 – 12 เดือน และควรให้ใบและลำต้นเหี่ยวแห้งหลุดออกจึงทำการเก็บเกี่ยว เพราะจำทำให้ได้ กระชายดำที่คุณภาพตัวยาเข้มข้น
            โดยในราคาขายกระชายดำในปัจจุบันนั้น หากในฤดูกาล ราคา 100 – 120 บาท/กิโลกรัม หากเป็นนอกฤดูกาล ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม เลยทีเดียว เมื่ออ่านแล้วทุกท่าน สนใจการปลูกหรือเปล่าครับ ปลูกง่าย ดูแลง่าย ขาดก็คล่อง แถมราคาดีอีก เหมาะสมกับหัวข้อ “กระชายดำ สมุนไพรแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง”
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของกระชายดำ

5
ถั่งเช่า ทองคำแห่งสมุนไพรจีน  สมญานี้ชัวร์หรือมั่วนิ่ม ?
            ถั่งเช่า  สมุนไพรจีนที่สนนราคาอยู่กันที่ 6 – 7 หลัก ต่อ กิโลกรัมนั้น  นับเป็นสมุนไพรที่มีราคาแพงระดับต้นๆ ของวงการสมุนไพรของโลกเลยทีเดียว  ถึงขนาดว่า ถั่งเช่า ได้รับสมญานามว่า “ทองคำแห่งสมุนไพรจีน”  แต่ในราคาที่แพงหูฉี่  เชื่อว่า ยังมีอีกหลายท่านที่ยังคงสงสัยว่า เม็ดเงินที่จ่ายไปสำหรับซื้อ ถั่งเช่า นั้นจะคุ้มค่าราคาคุย ในตัวสมุนไพรชนิดนี้หรือไม่  ในตอนนี้จะนำข้อมูลต่างๆ มารวบรวมให้ทุกท่านได้คลายข้อสงสัยในตัวของถั่งเช่า “ทองคำแห่งสมุนไพรจีน”
            สมุนไพร ถั่งเช่า นี้ เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมในการศึกษาวิจัยจากนักวิจัยจากทั่วโลก เช่นเดียวกับเห็ดหลินจือ และมีผลงานวิจัยออกมาหลายชิ้น โดยในตัวสมุนไพร ถั่งเช่า นี้  มีองค์ประกอบทางเคมีต่างๆ เช่น สารแมนทินอล , สารกลุ่มนิวคลิโอไซด์  , โปรตีน , สารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรค์ และกลุ่มไขมัน ซึ่งสารกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนมีประโยชน์และจำเป็นกับร่างกายของมนุษย์เราทั้งนั้น ส่วนเรื่องสรรพคุณของ ถั่งเช่า นั้น มีมากมายหลายประการ แต่ที่เด่นชัดและเป็นที่ยอมรับและนิยมกันมาก คือ สรรพคุณด้านการเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่นเดียวกับสมุนไพรกวาวเครือแดงของไทย  โดยมีรายงานการศึกษาในชาย 22 คน พบว่า ถั่งเช่า สามารถเพิ่มสเปิร์มของอสุจิได้ และสามารถเพิ่มความต้องการทางเพศได้ กว่า 80% เลยทีเดียว รวมทั้งเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะทำการปฏิสนธิกับไข่ได้อีกถึง 3 เท่า  จนถึงเช่าได้รับสมญานามอีกชื่อหนึ่งว่า “ไวอะกร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย” ส่วนสรรพคุณของถั่งเช่าในด้านอื่นๆก็ยังมีอีกนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นลดระดับน้ำตาลในเลือด , บำรุงโลหิต เสริมสร้างการทำงานของตับ , ลดไขมันในเลือด , ต้านมะเร็ง , ชะลอความแก่ , ฟื้นฟูการทำงานของไต ฯลฯ
            นี่เป็นเพียงข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาเสนอให้ทุกท่านได้ลองอ่าน ซึ่งในระดับที่ลึกๆลงไปมากกว่านี้ เชื่อว่ายังมีข้อมูลด้านต่างๆ ของสมุนไพรชนิดนี้ที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์เราอีกมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เพราะในขณะที่ ถั่งเช่า ส่งผลที่ดีในสรรพคุณต่างๆ แก่คนหมู่มาก ส่วนอีกด้านหนึ่งอาจส่งผลข้างเคียงกับคนบางกลุ่มได้
            ดังนั้น  ก่อนจะใช้สมุนไพร ไม่ว่าจะเป็น ถั่งเช่า หรือ สมุนไพรชนิดไหน ควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพรและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ ดังสำนวนจีนที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

Tags : ถั่งเช่า,ขายถั่งเช่า,ตังถั่งเช่า

6
เรื่องน่ารู้lสนใจเกี่ยวกันงานวิจัยในlของพริกไทย
            “พริกไทย”  มีการนำไปศึกษาlค้นคว้าวิจัยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแยกองค์ประกอบทางเคมีออกมาหรือการศึกษาทางเภสัชวิทยา  และการศึกษาlค้นคว้าความเป็นพิษ  ซึ่งการศึกษาlค้นคว้าเรื่องต่างๆเหล่านี้ เนื่องมาจาก พริกไทยนั้น เป็นพืชที่ได้รับความนิยมlชื่นชอบในการใช้ทั่วโลก  ทั้งใช้ในการเป็นเครื่องปรุงรสอาหาร เป็นวัตถุดิบการประกอบอาหาร (พริกไทยอ่อน)  หรือการใช้เป็นยาและlหรือสมุนไพร ทั้งนี้ในการบริโภคพริกไทยนั้น  ผู้บริโภคย่อมต้องการความปลอดภัยว่า เมื่อบริโภคแล้วจะไม่เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์กับร่างกาย  และต้องการทราบว่า พริกไทยที่บริโภคไปนั้นให้คุณประโยชน์อะไรกับร่างกายบ้าง  ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้จึงมีการศึกษาlค้นคว้าวิจัยในตัวพริกไทยกันขึ้นlเรื่อยมา ทั้งในสถาบันในประเทศlไทยและต่างประเทศ ต่างก็มีผลงานการวิจัยออกมากันอย่างแพร่หลายมากมายหลายชิ้นlอย่างด้วยกัน  แต่ในแต่ละผลงานทางวิชาการนั้น ทิศทางและผลสรุปของการวิจัยนั้นแทบlเกือบจะออกมาในแนวทางเดียวกัน  ดังนั้นในบทความนี้จึงขอนำผลงานการวิจัยด้านต่างๆที่รวบรวมได้และนำมากลั่นกรอง แล้วจึงนำมาเล่าสู่กันฟังแบบคร่าวๆนะครับ  โดยพริกไทยนั้นมีองค์ประกอบทางเคมี คือ มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ ประมาณ 2% ส่วนมากเป็น beta – caryophyllene      และพบสาร   alkaloid     ประเภท   alkaloid  piperine   และ  piperttine   เป็นองค์ประกอบหลักซึ่งคล้ายกับชะพลู สำหรับการศึกษาlค้นคว้าทางเภสัชวิทยาของพริกไทย นั้นพบว่า เพิ่มการหลั่งของน้ำย่อยในทางเดินlกระเพราะอาหาร และกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์ต้านการออกซิเดชั่น และยับยั้งการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง รวมถึงยังมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางทำให้เมื่อเกิดอาการชักนั้นร่างกายจะถูกกดระบบประสาทส่วนกลางไว้ทำให้ไม่เกิดอาการหรือเกิดน้อยกว่าปกติ  ส่วนการศึกษาlค้นคว้าความเป็นพิษของพริกไทยนั้น มีการศึกษาlค้นคว้าสารไพเพอรีนในพริกไทย ต่อหนูทดลอง 800 มก.ต่อน้ำหนักตัวพบว่า  ไพเพอรีน ที่ให้หนูทดลองนั้นไม่เกิดอันตรายต่อหนู  แต่ทำให้ค่า Mitotic index ลดลง        สัณนิษฐานว่า ไพเพอรีนอาจเป็นพิษต่อไขกระดูกได้เมื่อได้รับในปริมาณที่สูงและติดต่อกันนานๆ และในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูทดลองพบว่า ค่า LD₅₀ = 12.66 ก/กก. (น้ำหนักตัว) ในสารสกัดเอทานอล และ LD₅₀ = 424.38 ก/กก. (น้ำหนักตัว) ส่วนพิษกึ่งเรื้อรัง เมื่อป้อนผงยาให้หนูทดลองขนาด 5 เท่าของขนาดที่ให้คนพบว่าไม่เกิดอันตรายต่อหนูทดลอง  นี่เป็นเพียงผลของการศึกษาวิจัยในพริกไทยส่วนเสี้ยวหนึ่งของทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งการวิจัยในเรื่องพริกไทยนี่ยังมีอีกมาก แต่ที่พอหามาเล่าสู่กันฟังนั้นสรุปได้ประมาณนี้ ในส่วนของขนาดการใช้พริกไทยนั้น ก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าจะต้องใช้ปริมาณเท่าใด ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการใช้พอสมควร เนื่องจากพริกไทยมีสาร alkaloid  piperine   ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่ายกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม “เอนไนโตรโซไพเพอร์ริดีน ที่จะทำปฏิกิริยากับไนโตรเจน ซึ่งหากมีปริมาณที่มาก อาจทำให้เสียงเป็นมะเร็งสูง เช่นกัน แต่หากทานให้พอดีร่ายกายก็จะขับออกมาเอง ดังนั้นควรรับประทานให้พอเหมาะและไม่ใช้ติดต่อlต่อเนื่องกันนานจนเกินไป

7
กวาวเครือขาวกับคุณประโยชน์และข้อบ่งใช้ที่ควรทราบ
            เมื่อขึ้นชื่อว่าสมุนไพรแล้ว ล้วนต้องมีสรรพคุณต่างๆตามสารออกฤทธิ์ที่มีในตัวสมุนไพรนั้นๆ ซึ่งสรรพคุณต่างๆนี้มนุษย์เราก็จะเลือกสมุนไพรมาใช้ตามอาการป่วยของตนที่เป็นอยู่เพื่อที่จะได้ใช้สมุนไพรเยียวยาให้ตรงตามอาการและไม่เกิดพิษหรือภาวะแทรกซ้อนใดๆกวาวเครือขาวก็เช่นกันในทีนี่ของนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคุณสมบัติของกวาวเครือขาว สมุนไพรยอดฮิตของสาวๆ (ทั้งสาวเล็กและสาวใหญ่) ซึ่งในตอนที่แล้ว เรารู้แล้วว่าในหัวกวาวเครือขาวนั้นมีสารออกฤทธิ์ตัวไหนบ้าง (กวาวเครือขาวมีสารออกฤทธิ์อย่าน้อย 19 ประเภท) ดังนั้นเราจึงควรรู้ว่าคุณสมบัติของกวาวเครือขาวนั้นมีอะไรบ้าง โดยตำรายาแผนโบราณกล่าวไว้ว่ากวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรที่ให้รสเย็น เบื่อเมา , บำรุงสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย หากทาหรือทานจะทำให้เต้านมขยายใหญ่ขึ้น เป็นยาปรับรอบเดือน บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้มีเลือดมาคั่งมากขึ้น ทำให้ผิวหนังเต่งตึง แก้พิษงู ส่วนในตำรายาพม่านั้นกล่าวว่า กวาวเครือขาวใช้หัวเป็นยาอายุวัฒนะใช้ได้ทั้งชายและผู้หญิง แต่คนหนุ่มคนสาวไม่ควรรับประทานส่วนในการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นระบุว่า กวาวเครือขาวกำลังอยู่ในช่วงการค้นหาถึงฤทธิ์ที่มีต่อสตรี ในเรื่องต่างๆ เช่น ช่วยลดอาการต่างๆ ของสตรีหมดประจำเดือน , ลดภาวะกระดูกพรุน , ต้านอนุมูลอิสระ , ช่วยลดอาการช่องคลอดแห้ง ส่วนที่มีการใช้กันในปัจจุบันนั้น สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุขระบุไว้ว่า ให้ใช้กวาวเครือขาวเป็นส่วนประกอบในตำรายาเพื่อบำรุงร่างกาย โดยมีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาวไม่เกิน 2 มก. ต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือรับประทานได้วันละไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนในปัจจุบันนั้น เราจะเห็นได้ว่า กวาวเครือขาวจะถูกนำมาเป็นครีมบำรุงและขยายขนาดหน้าอกของผู้หญิงหลายแบรนด์หลายยี่ห้อ  ซึ่งเป็นจุดแข็งของกวาวเครือขาวในปัจจุบันเพราะอาจแสดงประสิทธิภาพได้รวดเร็ว เห็นผลไว หากใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่กวาวเครือขาวก็มีข้อบ่งใช้ที่ต้องปฏิบัติตาม คือ 1.ไม่ควรใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ 2.ผู้ป่วยมะเร็งมดลูกและมะเร็งเต้านมหรือเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตเจน ไม่ควรใช้เพราะในกวาวเครือขาวมีสารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนนี้อยู่ 3.ไม่ควรบริโภคเกินขนาดที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ในปัจจุบันนี้กวาวเครือขาวได้ถูกจัดให้เป็นสมุนไพรควบคุมเช่นเดียวกับ กวาวเครือแดงและกวาวเครือดำเพราะเป็นสมุนไพรที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ส่วนสมุนไพรตัวอื่นที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์เช่นกัน และจำถูกจัดเป็นสมุนไพรควบคุมในเร็ววันนี้ มีอีก 22 ประเภท อาทิเช่น สะค้าน เถาเอ็นอ่อน ปลาไหลเผือก ฯลฯ
            ดังนั้นสมุนไพรไทยเหล่านี้เราจึงควรเพาะปลูกทดแทนและอนุรักษ์ไว้ให้ได้ใช้ต่อไปในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าหากมีการค้นคว้าเพิ่มเติมในมนุษย์แล้ว กวาวเครือขาวจะเป็นสมุนไพรที่ให้คุณคุณสมบัติแก่มนุษย์อย่างมหาศาลแน่นอน

Tags : กินกวาวเครือ,ผงกวาวเครือขาว

8
เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกันงานวิจัยของพริกไทย
            “พริกไทย”  มีการนำไปศึกษาวิจัยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแยกองค์ประกอบทางเคมีออกมาหรือการศึกษาทางเภสัชวิทยา  และการศึกษาความเป็นพิษ  ซึ่งการ
ศึกษาเรื่องต่างๆเหล่านี้ เนื่องมาจาก พริกไทยนั้น เป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการใช้ทั่วโลก  ทั้งใช้ในการเป็นเครื่องปรุงรสอาหาร เป็นวัตถุดิบการประกอบอาหาร (พริกไทยอ่อน)  หรือการใช้เป็นยาหรือสมุนไพร ทั้งนี้ในการบริโภคพริกไทยนั้น  ผู้บริโภคย่อมต้องการความปลอดภัยว่า เมื่อบริโภคแล้วจะไม่เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์กับร่างกาย  และต้องการทราบว่า พริกไทยที่บริโภคไปนั้นให้คุณประโยชน์อะไรกับร่างกายบ้าง  ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้จึงมีการ
ค้นคว้าวิจัยในตัวพริกไทยกันเรื่อยมา ทั้งในสถาบันในไทยและต่างประเทศ ต่างก็มีผลงานการวิจัยออกมากันอย่างแพร่หลายมากมายหลายชิ้นด้วยกัน  แต่ในแต่ละผลงานทางวิชาการนั้น ทิศทางและผลสรุปของการวิจัยนั้นแทบจะออกมาในแนวทางเดียวกัน  ดังนั้นในบทความนี้จึงขอนำผลงานการวิจัยด้านต่างๆที่รวบรวมได้และนำมากลั่นกรอง แล้วจึงนำมาเล่าสู่กันฟังแบบคร่าวๆนะครับ  โดยพริกไทยนั้นมีองค์ประกอบทางเคมี คือ มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ ประมาณ 2% ส่วนมากเป็น beta – caryophyllene      และพบสาร   alkaloid     ประเภท   alkaloid  piperine   และ  piperttine   เป็นองค์ประกอบหลักซึ่งคล้ายกับชะพลู สำหรับการค้นคว้าทางเภสัชวิทยาของพริกไทย นั้นพบว่า เพิ่มการหลั่งของน้ำย่อยในกระเพราะอาหาร และกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์ต้านการออกซิเดชั่น และยับยั้งการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง รวมถึงยังมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางทำให้เมื่อเกิดอาการชักนั้นร่างกายจะถูกกดระบบประสาทส่วนกลางไว้ทำให้ไม่เกิดอาการหรือเกิดน้อยกว่าปกติ  ส่วนการค้นคว้าความเป็นพิษของพริกไทยนั้น มีการศึกษาสารไพเพอรีนในพริกไทย ต่อหนูทดลอง 800 มก.ต่อน้ำหนักตัวพบว่า  ไพเพอรีน ที่ให้หนูทดลองนั้นไม่เกิดอันตรายต่อหนู  แต่ทำให้ค่า Mitotic index ลดลง        สัณนิษฐานว่า ไพเพอรีนอาจเป็นพิษต่อไขกระดูกได้เมื่อได้รับในปริมาณที่สูงและติดต่อกันนานๆ และในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูทดลองพบว่า ค่า LD₅₀ = 12.66 ก/กก. (น้ำหนักตัว) ในสารสกัดเอทานอล และ LD₅₀ = 424.38 ก/กก. (น้ำหนักตัว) ส่วนพิษกึ่งเรื้อรัง เมื่อป้อนผงยาให้หนูทดลองขนาด 5 เท่าของขนาดที่ให้คนพบว่าไม่เกิดอันตรายต่อหนูทดลอง  นี่เป็นเพียงผลของการศึกษาวิจัยในพริกไทยส่วนเสี้ยวหนึ่งของทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งการวิจัยในเรื่องพริกไทยนี่ยังมีอีกมาก แต่ที่พอหามาเล่าสู่กันฟังนั้นสรุปได้ประมาณนี้ ในส่วนของขนาดการใช้พริกไทยนั้น ก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าจะต้องใช้ปริมาณเท่าใด ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการใช้พอสมควร เนื่องจากพริกไทยมีสาร alkaloid  piperine   ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่ายกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม “เอนไนโตรโซไพเพอร์ริดีน ที่จะทำปฏิกิริยากับไนโตรเจน ซึ่งหากมีปริมาณที่มาก อาจทำให้เสียงเป็นมะเร็งสูง เช่นกัน แต่หากทานให้พอดีร่ายกายก็จะขับออกมาเอง ดังนั้นควรรับประทานให้พอเหมาะและไม่ใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป

Tags : พริกไทย

9
            สมุนไพรจีนแปะก๊วย หรือชื่อจีนว่า “หยาเจียว” เป็นสมุนไพรจากธลักษณะไม่เหมือนใครของแปะก๊วย สมุนไพร “ลูกไม้สีเงิน”รรมชาติ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะสรรพคุณที่มีการบอกต่อๆกันมา โดยเฉพาะข้อดีในการบำรุงสมอง ฟื้นฟูความจำจากโรคอัลไซเมอร์ สมุนไพรของไทยที่มีประโยชน์นี้คือพริกไทยดำ และชาวจีนยังเชื่อว่า แปะก๊วยเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาร  ซึ่งแปะก๊วยที่พวกเราพบเห็นกันนั้นส่วนใหญ่จะเห็นในรูปแบบการอบแห้งพร้อมจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่คงมีไม่กี่คนที่ได้เห็นต้นแปะก๊วย จริงๆ ว่ามีลักษณะทั่วไปเป็นอย่างไร  ทั้ง ต้น ดอก ใบ ผล มีลักษณะและสีสันเป็นแบบใด จึงจะขอนำลักษณะทั่วไปของแปะก๊วยมาบอกเล่าเก้าสิบให้ทุกท่านได้รับทราบถึง ข้อมูลตรงนี้กัน  โดยชื่อแปะก๊วย  ตามความหมายแล้ว หมายถึง  “ลูกไม้สีเงิน”  เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่โต เปลือกสีเทาเมื่อต้นแก่เป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ซึ่งหากโตเต็มที่และได้รับการบำรุงที่ดีแล้ว อาจสูงถึง 30 – 40 เมตรเลยทีเดียว โดยต้นแปะก๊วยนั้นจะมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย เหมือนกับกำลังพญาเสือโคร่ง สำหรับใบของแปะก๊วยนั้น ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เหมือนพัดจีน กว้าง 5 – 10 ซม. ยาวประมาณ 8 ซม. ก้านใบยาว ใบมีรอยเว้าตรงกลาง ออกตามปลายกิ่ง ใบอ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในฤดูใบไม้ร่วง ดอกของแปะก๊วยนั้นลักษณะเป็นดอกแยกเพศ อยู่ต่างต้นกันตามต้นเพศผู้หรือเพศเมีย ดอกออกปลายกิ่งโดยดอกเพศผู้จะออก 4 – 6 ดอกต่อกิ่ง ส่วนดอกเพศเมียจะออก 2 – 3 ดอกต่อกิ่ง ปลายก้านมีไข่ 2 เมล็ด ไข่ไม่มีรังหุ้ม ผลของแปะก๊วย เป็นลักษณะกลม หรือรี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. มีสีเหลืองนวลแต่กลิ่นเหม็น และเมล็ดของแปะก๊วยนั้นเป็นรูปไข่ เปลือกแข็ง มีสีเหลือง เนื้อภายในใช้ทำอาหารได้ นั้นคือลักษณะ ของแปะก๊วย สมุนไพรจีนอีกตัวหนึ่ง ที่กำลังเป็นที่พูดถึงและชื่นชอบนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านอาหารและสมุนไพร  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ไม่ใช่ว่า ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทุกอย่างจะไม่มีอันตราย แปะก๊วยก็เช่นกัน หากใช้ไม่ดีก็อาจจะทำให้เกิดโทษได้ ซึ่งในเรื่องความเป็นพิษของแปะก๊วยนั้นจะขอนำเสนอต่อไปในบทความหน้า โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ.
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์แปะก๊วย

Tags : ใบแปะก๊วย,ต้นแปะก๊วย

10
แปะก๊วย สมุนไพร พันปี

          แปะก้วย สมุนไพรจีน เป็นสมุนไพรที่ทั่วโลกให้การยอดรับว่ามีข้อดีในการบำรุงร่างกาย และรักษาโรคต่างๆได้เป็นอย่างดี  เพราะเป็นสมุนไพรที่มีประวัติยาวนาน และมีหลักฐานบันทึกในการใช้กันมานาน ซึ่งในปัจจุบันนั้นสมุนไพรจีนหลายๆ ตัวเป็นที่นิยม และมีการศึกษาเพิ่มเติม  กันอย่างกว้างขวางจนเป็นสมุนไพรทีมีราคาสูงและได้รับความนิยม และนำไปใช้กันทั่วโลก อาทิเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า รวมไปถึง แปะก๊วย ด้วย ในที่นี้เราจะมาทำความรู้จักกับแปะก๊วย กันก่อนเพราะทั้งเห็ดหลินจือ และถั่งเช่า นั้น มีบทความสุขภาพและงานวิจัยมากมายหลายชิ้นที่ทุกท่านคงเคยเห็นกันมาแล้ว แต่แปะก๊วยนั้น ถ้าเทียบกับสมุนไพร สองชนิดข้างต้นนั้น นับว่ามีงานวิจัยไม่เยอะเท่า  ดังนั้นในบทความนี้ จึงนำข้อมูลของแปะก๊วยมาเล่าสู้กันฟังครับ “แปะก๊วย” ชื่อนี้คนไทยคงคุ้นหูกันเป็นอย่างมากทีเดียว  เพราะโฆษณาจากหลายๆ สื่อนั้น ได้กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย สำหรับแปะก๊วย หรือ Ginkgobiloba นั้น เป็นสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณแล้ว และได้มีการนำมาใช้ในทางแพทย์แผนจีน กว่า 4000 ปี (สมัยราชวงค์หมิง) ซึ่งนิยมนำมารักษาอาการภูมิแพ้ ไอ รวมถึง นำเมล็ดของแปะก๊วย มาทำอาหารหรือขนมหวานต่างๆ มากมาย โดยถิ่นกำเนิดของแปะก๊วยนั้น อยู่ในประเทศจีน แถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เชื่อกันว่าแปะก๊วยเป็นพืชที่เก่าแก่หลายล้านปี  ในปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์และนำแปะก๊วย ไปขยายพันธุ์ในหลายๆประเทศทั่วประเทศในแถบเอเชียและยุโรป รวมถึงอเมริกาด้วย  แล้วจากที่มีการศึกษาวิจัยแปะก๊วย พบว่า สารที่ดีต่อสุขภาพนั้นพบได้ในใบมากกว่าผล  ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่พบในใบชองแปะก๊วย นั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นสาระสำคัญมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม terpenoids เช่น ginkgolide  bilobalide    และกลุ่ม  flavonoids   เช่น quercetin , kaempferol , rutin  สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดแปะก๊วย ที่นำมาทำอาหารคาว หวานนั้น มีทั้ง โฟเลต  ไนอะซิน  กรดเพนโทเนนิก วิตามินเอ  วิตามินซี เหล็ก ฯลฯ จะเห็นได้ว่า แปะก๊วยเป็นสมุนไพรบำบัดโรค รวมถึงเป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมานานกว่า 1000 ปี เลยทีเดียว ดังนั้นแปะก๊วยจึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งในปัจจุบันนี้  ในบทความหน้าผู้เขียนจะนำเรื่องราวในด้านต่างๆ ของแปะก๊วย มานำเสนออีกนะครับ
http://www.disthai.com/
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : แป๊ะก้วย

Tags : ใบแปะก๊วย,เมล็ดแปะก๊วย,สารสกัดจากในแปะก๊วย

11
Parts & Accessories / แปะก๊วย สมุนไพร พันปี
« เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2017, 20:19:05 »
แปะก๊วย สมุนไพร พันปี

          แปะก้วย สมุนไพรจีน เป็นสมุนไพรที่ทั่วโลกให้การยอดรับว่ามีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย และรักษาโรคต่างๆได้เป็นอย่างดี  เพราะเป็นสมุนไพรที่มีประวัติยาวนาน และมีหลักฐานบันทึกในการใช้กันมานาน ซึ่งในปัจจุบันนั้นสมุนไพรจีนหลายๆ ตัวเป็นที่นิยม และมีการศึกษาเพิ่มเติม  กันอย่างกว้างขวางจนเป็นสมุนไพรทีมีราคาสูงและได้รับความนิยม และนำไปใช้กันทั่วโลก อาทิเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า รวมไปถึง แปะก๊วย ด้วย ในที่นี้เราจะมาทำความรู้จักกับแปะก๊วย กันก่อนเพราะทั้งเห็ดหลินจือ และถั่งเช่า นั้น มีบทความสุขภาพและงานวิจัยมากมายหลายชิ้นที่ทุกท่านคงเคยเห็นกันมาแล้ว แต่แปะก๊วยนั้น ถ้าเทียบกับสมุนไพร สองชนิดข้างต้นนั้น นับว่ามีงานวิจัยไม่เยอะเท่า  ดังนั้นในบทความนี้ จึงนำข้อมูลของแปะก๊วยมาเล่าสู้กันฟังครับ “แปะก๊วย” ชื่อนี้คนไทยคงคุ้นหูกันเป็นอย่างมากทีเดียว  เพราะโฆษณาจากหลายๆ สื่อนั้น ได้กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย สำหรับแปะก๊วย หรือ Ginkgobiloba นั้น เป็นสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณแล้ว และได้มีการนำมาใช้ในทางแพทย์แผนจีน กว่า 4000 ปี (สมัยราชวงค์หมิง) ซึ่งนิยมนำมารักษาอาการภูมิแพ้ ไอ รวมถึง นำเมล็ดของแปะก๊วย มาทำอาหารหรือขนมหวานต่างๆ มากมาย โดยถิ่นกำเนิดของแปะก๊วยนั้น อยู่ในประเทศจีน แถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เชื่อกันว่าแปะก๊วยเป็นพืชที่เก่าแก่หลายล้านปี  ในปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์และนำแปะก๊วย ไปขยายพันธุ์ในหลายๆประเทศทั่วประเทศในแถบเอเชียและยุโรป รวมถึงอเมริกาด้วย  แล้วจากที่มีการศึกษาวิจัยแปะก๊วย พบว่า สารที่ดีต่อสุขภาพนั้นพบได้ในใบมากกว่าผล  ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่พบในใบชองแปะก๊วย นั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นสาระสำคัญมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม terpenoids เช่น ginkgolide  bilobalide    และกลุ่ม  flavonoids   เช่น quercetin , kaempferol , rutin  สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดแปะก๊วย ที่นำมาทำอาหารคาว หวานนั้น มีทั้ง โฟเลต  ไนอะซิน  กรดเพนโทเนนิก วิตามินเอ  วิตามินซี เหล็ก ฯลฯ จะเห็นได้ว่า แปะก๊วยเป็นสมุนไพรบำบัดโรค รวมถึงเป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมานานกว่า 1000 ปี เลยทีเดียว ดังนั้นแปะก๊วยจึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งในปัจจุบันนี้  ในบทความหน้าผู้เขียนจะนำเรื่องราวในด้านต่างๆ ของแปะก๊วย มานำเสนออีกนะครับ

Tags : แปะก๊วย,เมล็ดแปะก๊วย,สารสกัดแปะก๊วย

12
ตังถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพรจีน ในงานวิจัย

ตังถั่งเช่า หรือ ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพร ที่ทั้งโลกให้การยอมรับว่าเป็น 1 ใน 3 สมุนไพรที่เป็นสุดยอดของโลก  (ตังถั่งเช่า ,เห็ดหลินจือ , โสมตังกุย หรือชื่อไทยว่า โกฐเชียง) นั้นเพราะ ข้อดีของตังถั่งเช่านั้น มีมากมายและจำเป็นกับมนุษย์ในยุดปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง  เพราะในปัจจุบัน โรคภัยไข้เจ็บ ต่างๆ รวมถึงสภาวะแวดล้อม ในโลกของเรานั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้สุขภาพของคนเรานั้นย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ แต่สรรพคุณของตังถั่งเช่านั้น สามารถตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในยุดปัจจุบันได้อย่างคลอบคลุมในโรคที่เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญ ของมนุษย์เราได้  แต่......ในบทความสุขภาพทั้งหลาย ที่บรรยายประโยชน์อันแสนวิเศษของตังถั่งเช่า ว่าสามารถรักษาโรคนั้น บำรุงร่างกายส่วนนี้ หรือต้านโรคนั้นโรคนี้  บางท่านอาจสงสัยว่า เราสามารถเชื่อได้หรือไม่ มีการรับรองทางวิชาการบ้างหรือไม่  หรือมีงานวิจัยจากสถาบันไหนรับรองบ้าง  ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสนี้ รวบรวมงานวิจัยบางส่วนโดยสังเขป  โดยจะเขียนแบบวิธีการเล่าแบบเข้าใจง่ายๆ มาให้ทุกท่านได้สดับรับฟังและอ่านกันครับ  สำหรับในข้อที่ว่า ตังถั่งเช่า มีงานวิจัย หรืองานทางวิชาการรับรองหรือไม่  ผู้เขียนขอตอบว่ามี  และมีมากล้นเหนือคณานับ  เพราะสถาบันและนักวิจัยต่างๆ ทั่วโลก ต่างให้ความสนใจ สมุนไพรตังถั่งเช่านี้เป็นอย่างมากทั้งในด้าน รูปลักษณ์ , การกำเนิด , องค์ประกอบทางเคมี , การศึกษาทางเภสัชวิทยาและความเป็นพิษ  โดยผู้เขียนได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ไปแล้วบางส่วน  โดยในบทความนี้  จะเล่าสู่กันฟังในงานวิจัยของตังถั่งเช่า ด้านการศึกษาทางเภสัช  ที่เกี่ยวข้องกับโรคที่สำคัญๆ ในปัจจุบัน รวมไปถึงงานวิจัยเกี่ยวกับความเป็นพิษของตังถั่งเช่า กล่าวคือ  ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน มีการให้หนู ทดลองถูกกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งและทำให้เม็ดเลือดขาวลดลงโดยให้มีจำนวนต่ำกว่ามาตรฐาน  จากนั้นให้หนูทดลองกินตังถั่งเช่า พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวมีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นถึง 4 เท่า
            ฤทธิ์ต้านมะเร็ง  ให้ตังถั่งเช่าแก่หนูทดลอง 50 มก./กก. (น้ำหนักตัว) มีฤทธิ์ยังยั้งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว และยังมีฤทธิ์ต้านเนื้องอกอีกด้วย
            ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด  เมื่อให้สารสกัด จากเส้นใยของตังถั่งเช่า แก่สุนัขที่ถูกดมยาสลบ พบว่า เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด และลดความดันโลหิต
            ฤทธิ์ปกป้องไต เมื่อให้หนูทดลองรับยา ที่เป็นพิษต่อไตเฉียบพลัน และเมื่อให้ตังถั่งเช่าแก่หนูทดลอง พบว่าสามารถลดพิษของยาชนิดนั้นได้
            ในด้านการวิจัยความเป็นพิษนั้นพบว่า ขนาดรับประทาน ที่หนูทดลองทนได้คือ  45 กรัม/กิโลกรัม (250 เท่า ของขนาดที่มนุษย์ใช้) และขนาดที่ฉีดเข้าช่องท้องหนูทดลอง ค่า (LD ₅₀) = 27.1 กรัม/กิโลกรัม
            ทั้งหมดนี้ คือ งานวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคสำคัญๆ ในปัจจุบัน และรายงานการวิจัยความเป็นพิษของตังถั่งเช่า เท่านั้น ในโอกาสหน้า ผู้เขียนจะมา เล่าสู่กันฟังในแง่มุมต่างๆ ของสมุนไพรชนิดอื่นอีก.......

Tags : หนอนถั่งเช่า,การเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทอง

13
กวาวเครืองแดง
            “กวาวเครือแดง” สมุนไพรที่มีประวัติและที่มาอย่างยาวนานหลายสิบปี  ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน “กวาวเครือแดง” ได้ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ บำรุงเลือด เช่นเดียวกับ กำลังพญาเสือโคร่ง โดยถูกใช้สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น  จนถึงปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมใหม่ๆ มาแปรรูปสมุนไพรชนิดนี้ มีการทดสอบ การวิจัยต่างๆ และผลการทดสอบและวิจัยเหล่านั้น บ่งบอกและชี้ชัดว่า กวาวเครือแดง เป็นสุดยอดสมุนไพรสำหรับท่านชายอย่างไม่มีข้อกังขา โดยหากพูดถึงสรรพคุณของกวาวเครือแดงนั้นมีมากมายหลายประการและทุกส่วนสามารถนำมาใช้ได้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หัว , ราก , เปลือกเถา โดยสรรพคุณหลักๆ ของ “กวาวเครือแดง” คือ บำรุงธาตุ , บำรุงเลือด , เป็นยาอายุวัฒนะ , บำรุงผิวให้เต่งตึง , ถอนพิษไข้ , แก้พิษงู ฯลฯ แต่สรรพคุณของกวาวเครือแดงที่จะขาดไม่ได้สำหรับท่านชาย คือ เพิ่มจำนวนอสุจิ , เพิ่มสมรรถนะทางเพศ  ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องนี้ “มโน” ไปเอง กล่าวคือ สำหรับเรื่องสรรพคุณ|ประโยชน์}ของกวาวเครือแดง ต่อระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ มีการวิจัยต่างๆ อย่างมากมาย ทั้งในคนและสัตว์ทดลอง โดยมีผลการทดลองในคนชิ้นหนึ่ง ที่จะเห็นได้ชัดว่า กวาวเครือแดง มีสรรพคุณในด้านนี้ คือ ทดลองกับผู้ชายอายุ 30 – 70 ปี 17 คน ที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มาให้กิน “กวาวเครือแดง” 250 มก/แคปซูล โดยให้กินวันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ปรากฏว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นกว่า 80% ของผู้ทดลอง และในส่วนของความปลอดภัยในการใช้ กวาวเครือแดง นั้น ทาง อย.ของไทย ได้ออกมาระบุไว้ว่าสามารถใช้ กวาวเครือแดง ได้ ต่อวัน ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คือหากคนที่ใช้มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม สามารถใช้กวาวเครือแดง ได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน) และในตำรับยาไทยได้กล่าวไว้ว่า กวาวเครือแดง มีฤทธิ์เหมือนกวาวเครือขาว แต่มีฤทธิ์แรงว่า
            จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นถึง สรรพคุณและประโยชน์ของ กวาวเครือแดง โดยเฉพาะสรรพคุณสำหรับท่านชาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก อย. ว่าหากใช้ไม่เกินที่กำหนดก็ไม่เกิดผลเสียกับร่างกาย กวาวเครือแดงจึงเป็นสมุนไพรที่มาแรงแซงทางโค้ง ในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้.

Tags : กวาวเครือ

14
            “เอวมี แต่พุงปัง” “อวบระยะสุดท้าย” วลีพวกนี้น่าจะวลีที่แสลงใจสาวๆ ไซค์ XL ในยุคปัจจุบันได้อย่างแน่นอน เพราะในปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยอ้วนมากกว่าในอดีต อาจจะด้วยเพราะสมัยนี้มีวัฒนธรรมอาหารจากต่างชาติ หลั่งไหลเข้ามาในเมืองไทยกันอย่างแพร่หลาย  และความนิยมในการกินอาหารฟาสฟูดหรืออาหารที่มีแคลลอรี่มาก และไม่ได้มีการออกกำลังกายที่พอเหมาะจึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา “ความอ้วน” ตามมา ซึ่งความอ้วนนี้เชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดปรารถนาอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะทำให้รูปร่างเสียสมดุลไปแล้วนั้น  ยังเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ ตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน  ความดัน  โรคหัวใจ คลอเรสตอรอล ไตรีกลีเซอไรค์ และอีกมากมาย  ดังนั้นในปัจจุบัน จึงมีผู้นิยม หาทางลัดและหาตัวช่วยที่จะทำให้หุ่นเฟิร์มและในจำนวนนั้น เชื่อว่า พริกไทยดำเป็นตัวเลือกระดับต้นๆอย่างแน่นอน  เพราะเป็นสมุนไพรไทยที่ได้จากธรรมชาติ และมีการศึกษาวิจัยว่า พริกไทยดำนั้น มีคุณสมบัติสามารถลดความอ้วนได้เช่นเดียวกับสมุนไพรอีกหลายตัว เช่น ส้มแขก กระบองเพชร    และไม่ได้เป็นสารสังเคราะห์ทางเคมี จึงทำให้ผู้บริโภควางใจในเรื่องความปลอดภัยในการใช้ โดยพริกไทยดำที่นำมาใช้ในการลดความอ้วนนั้น มีทั้งในรูปแบบ สารสกัดพริกไทยดำ และการนำผงพริกไทยดำมบรรจุในแคปซูล  ซึ่งโดยอาจใช้พริกไทยดำตัวเดียว หรือนำไปผสมกับตัวอื่นก็ได้  โดยการใช้พริกไทยดำ ในการลดความอ้วนนั้น ไม่ได้มีการทึกทักกันเอาเองว่ามีสรรพคุณลดน้ำหนักได้ เพราะปรากฏว่ามีผลการรายงานวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า พริกไทยดำนั้น สามารถลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยมจริง  เพราะในพริกไทยดำนั้น มีสารไพเพอร์รีน ที่มีคุณสมบัติ ต่อต้านเซลล์ไขมัน ซึ่งกระบวนการทำงานของไพเพอร์รีนนี้ จะควบคุมไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่มีมากเกินไป  และยังช่วยสลายเซลล์ไขมันเก่าในร่างกายอีกด้วย  อีกประการหนึ่งยังช่วยกระตุ้น การหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน  ไปใช้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ทำให้ไม่มีการสะสมของไขมัน สาเหตุของการเกิดความอ้วน
            โดยในปัจจุบันนั้นได้มีนวัตกรรมการนำพริกไทยดำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ด้านความสวยงาม โดยชูจุดเด่นคือสามารถลดน้ำหนักและลดความอ้วนได้ โดยมีอยู่หลายชนิด เช่น สมุนไพรลดความอ้วนสูตรพริกไทยดำ อาหารเสริมพริกไทยดำ หรือแม้แต่น้ำมันหรือครีมพริกไทยดำ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้การที่จะลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนนั้น ปัจจัยที่สำคัญ คือ การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร คือ รู้จักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายให้พอเหมาะ (วันละ 30 นาที ขึ้นไป  3 – 4 วันต่อสัปดาห์) นั้นต่างหากที่เป็นวิธีหลักที่จะทำให้มีหุ่นที่ดีน้ำหนักที่เหมาะสม สำหรับการใช้อาหารเสริม หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนนั้นสามารทำได้ควบคู่กันไป  โดยต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและใช้ไม่เกิดขนาดที่ระบุไว้  แต่หากหวังที่จะใช้แค่ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกาย หรือคุมอาหารด้วยแล้ว ต่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นจะดีขนาดไหน ก็เป็นเรื่องยากที่จะมี “หุ่นดี รูปร่างสวย สุขภาพแข็งแรง”

Tags : พริกไทยดำ,พริกไทยล่อน

15
ถั่งเช่า หญ้าหรือหนอนกันแน่ ?

เมื่อเอ่ยถึงสมุนไพรจีน ผู้เขียนเชื่อว่า แวบแรกที่ทุกๆ ท่านนึกขึ้นมาได้ต้องมี “ถั่งเช่า” หรือ “ตังถั่งเช่า” หรือ หญ้าหนอนในภาษาไทย ติดอันดับ 1 ใน 3 ด้วยแน่ๆ ด้วยคุณลักษณะทางด้านสัณฐานทั่วไปของสมุนไพร ถั่งเช่านี้ ที่สร้างความพิศวงงงงวย แต่ก็จำได้ง่าย เพราะลักษณะของถั่งเช่านั้น เหมือนตัวหนอน แต่ดันไปมีชื่อไทยเรียกว่า หญ้าหนอน แล้วตกลง ถั่งเช่านี้ จะเป็นสัตว์หรือเป็นพืชกันแน่
ความจริงแล้ว ถั่งเช่าที่ใช้ทำเป็นยานั้น คือ ส่วนที่เป็นตัวหนอนและเห็ดที่ออกจากตัวหนอน กล่าวคือ เดิมที่แรก ถั่งเช่านั้นเป็นตัวหนอนของผีเสื้อชนิด Hepialus armoricanus oberthir โดยมีสปอร์เห็ดชนิดหนึ่งอยู่ตรงหัวของหนอน ในฤดูหนาวหนอนจะจำศีลอยู่ใต้ภูเขาหิมะ พอหิมะละลายสปอร์จะถูกพัดไปที่พื้นดิน หนอนก็จะกินสปอร์ เมื่อถึงฤดูร้อน สปอร์เหล่านี้จะงอกออกมาจากส่วนหัวและปากของหนอน โดยอาศัยดูดแร่ธาตุจากตัวหนอนเป็นอาหาร และเห็ดที่งอกมาเหล่านี้ ต้องการแสงแดดจึงงอกผุดขึ้นจากดินส่วนหนอนที่ถูกดูดแร่ธาตุนั้นก็จะกลายเป็นหนอนตายซากที่แห้ง นั้นเอง
โดยการเก็บถั่งเช่ามาทำยานั้น จะเก็บมาทั้งส่วนที่เป็นเห็ดและเป็นตัวหนอนแห้งๆ เพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวได้ว่า ถั่งเช่านั้นเป็นทั้งสัตว์ และพืชได้ แค่ต้องอาศัยกรรมวิธีทางธรรมชาติที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปลักษณ์ ส่วนเจ้าถั่งเช่านี้ ตามธรรมชาติไม่ได้พบทุกๆ ที่ แต่จะพบได้ ในพื้นที่ที่มีระดับความสูง 10000 – 12000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล และมีอุณหภูมิหนาว และร้อน ที่เหมาะสม ในการออกจากสปอร์ด้วย แต่ในปัจจุบัน มีการเพาะเลี้ยงแล้ว ในธิเบต และจีน นั้นก็เพราะว่า ถั่งเช่านี้เป็นสมุนไพรที่ราคาแพง ส่วนในไทย ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงถั่งเช่าอยู่ (แต่อยู่ในขั้นตอนของการทดลองเพาะเลี้ยงอยู่) สมุนไพรจีนอีกหลายชนิด เช่น แปะก๊วย , เก๋ากี๋ (โกจิเบอร์รี่) เป็นต้น โดยราคาของถั่งเช่าเกรดล่างๆ หรือเกรดทั่วไป สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 250000 บาท ต่อกิโลกรัม หากเป็นเกรดที่มีคุณภาพดีๆ แล้ว ราคาน่าจะอยู่ที่หลักล้านบาท ต่อ กิโลกรัมเลยทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้ว ชักอยากจะลอง เพาะถั่งเช่าบ้างแล้วหละครับท่านผู้อ่าน........
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ตังถังเช่า

Tags : ถั่งเช่า,ถังเช่า,ตังถังเช่า

หน้า: [1] 2