495999 กระทู้ ใน 271316 หัวข้อ - โดย 7224 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: p1khunnechi

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - kdidd

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
แปะก๊วย สมุนไพรยอดนิยม

3
ถังเช่า อัพยาวๆเลยครับ

4
ถังเช่า หรือตังถังเช่า อันเดียวกันครับ

6


กวาวเครือแดง เหมาะสำหรับท่านชาย

8

เคล็ด(ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง
            สุดยอดสมุนไพรที่ท่านชายนิยมมาใช้บำรุงร่างกายเป็นอันดับต้นๆ  เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อสมุนไพร ”กวาวเครือแดง” เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ โดยปกติแล้ว “กวาวเครือแดง” มักพบมากในป่า โดยต้นจะพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ แต่ในระยะหลัง มีการเพาะพันธุ์ “กวาวเครือแดง” มากขึ้น และเริ่มแพร่หลายไปในทุกภาคของประเทศ สาเหตุที่ต้องเพาะพันธุ์ กวาวเครือแดงเองนั้น  เพราะการขยายพันธุ์ในธรรมชาตินั้น ไม่สามารถที่จะควบคุมปัจจัยและสภาวะที่เหมาะสมในการกระจายพันธุ์ของกวาวเครือแดงได้   เพราะหากไม่มีการเพาะพันธุ์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์โดยหวังว่าจะไปหาจากป่าอย่างเดียวก็อาจจะสูญพันธุ์ไป เช่นเดียวกับสมุนไพรหลายๆตัวที่สุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในขณะนี้ เช่น เถาวัลย์เปรียง  เจตมูลเพลิงแดง  สมอไทย  และสมอพิเภก ส่วนการเพาะ และการขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ที่นิยมทำกันนั้นทุกท่านอยากรู้กันไหมครับ  เอาเป็นว่าอยากรู้ละกันนะครับ (แบบถามเองตอบเอง)  สำหรับการขยายพันธุ์ “กวาวเครือแดงและกวาวเครือขาว” นั้น หลักๆมีอยู่ 3 วิธี ที่นิยมทำและมีอัตราการรอดสูง คือ การเพาะเมล็ด  การปักชำ  และ การแบ่งหัวต่อต้นโดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ คือ

  • การเพาะเมล็ด ก็คือ การนำเมล็ดกวาวเครือแดงมาเพาะในขี้เถ้าเลย แล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูกในถุงเพาะชำ โดยใช้ดิน 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ และ เปลือกมะพร้าว อย่างละส่วน พอมีอายุได้ 2 เดือน  จึงนำไปลงแปลงปลูก โดยต้องหาหลักไว้ให้ต้นพันเกาะขึ้นด้วย
  • การปักชำ มีวิธีดังนี้ นำเถาของกวาวเครือแดง ที่มีข้อมาปักชำในวัสดุเพาะเลี้ยง พอแตกรากจึงนำไปปลูกในแปลง
  • การแบ่งหัวต่อต้น คือ นำหัวของกวาวเครือแดง ที่ไม่มีตาจะแตกต้นใหม่ มาเชื่อมต่อตามวิธี ต่อราก เลี้ยงกิ่ง หลังการต่อต้นประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้


            เห็นไหมละครับ เพียงแค่นี้ การปลูกกวาวเครือแดงก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกท่านอีกต่อไป  “ตามหัวข้อ เคล็ด (ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง” โดย 3  วิธีที่กล่าวมานี้ เป็นวิธีที่นิยมทำกัน แต่หากท่านใดมีวิธีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังได้นะครับ

9


“แปะก๊วย” หากรู้จักใช้มีคุณอนันต์
            แปะก๊วย ในเชิงสมุนไพร เป็นที่ยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกแล้วว่า มีสรรพคุณมากมาย ในการใช้รักษาและบำบัดอาการต่างๆ ของมนุษย์  ซึ่งใบของแปะก๊วยนั้นพบสาระสำคัญที่ช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น สารกลุ่ม flavonoids มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อมะเร็ง และช่วยชะลอวัยและโรคที่เกิดจาการเสื่อมของวัย สาร biloalides ป้องกันโรคความจำเสื่อม สมองฝ่อ  ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี  และสารกลุ่ม ginkgolides ป้องกันโรคความจำเสื่อม เพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่สมอง และปลายประสาทต่างๆ ป้องกันอาการหลงลืมในผู้สูงวัยหรืออัลไซเมอร์ ในปี 1994 มีการทดลองให้แปะก๊วยกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์พบว่า มีความจำและมีสมาธิดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเมล็ดแปะก๊วย ที่เรานำมาทำอาหารต่างๆ ทั้งของคาวและหวานนั้นก็มีสรรพคุณทางยาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยในเมล็ดของแปะก๊วยแล้ว ปรากฏว่า มีสรรพคุณดังนี้ ลดระดับคลอเรสตอรอล พบว่าไขมันในเมล็ดแปะก๊วยมีฤทธิ์ลดระดับคลอเรสตอรอลในตับได้ ป้องกันมะเร็ง ในเมล็ดของแปะก๊วยมีการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก แม้จะโดนความร้อน สารเหล่านี้ก็ยังคงอยู่มากหากเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ขมิ้น ดีปลี ฯลฯ นอกจากนี้เมล็ดแปะก๊วยยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายตัวในปริมาณที่สูง และยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำอีกด้วย (แต่ถ้าบริโภคในปริมาณมากอาจมีผลข้างเคียงได้) ส่วนสารสกัดของแปะก๊วย ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในสมองดีขึ้น บรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยการช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น มีรายงานจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เมื่อรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย ติดต่อกัน 6 เดือน จะช่วยให้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศดีขึ้นถึง 50 %  บรรเทาอาการของโรคพากินสัน สารสกัดของใบแปะก๊วยนั้นเข้าไปเพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมอง ทำให้มีการผลิตฮอร์โมนโดปามีนอย่างเพียงพอ ที่จะนำส่วนไปยังอวัยวะต่างๆ จึงทำให้การสั่น ในโรคทากินสันนั้นลดลง แต่ใช่ว่าแปะก๊วยจะมีแต่ประโยชน์เท่านั้น มีข้อควรระวังในการใช้อยู่เหมือนกันกล่าวคือ ผู้ที่ใช้ยา Warfarin, Aspirin, Ibruprofen  และสารป้องกันการเกิดลิ่มเลือดไม่ควรรับประทานแปะก๊วย  เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแตกได้ง่าย รวมถึงผู้ป่วยโรคความดันสูงและความดันต่ำ ก็ไม่ควรใช้แปะก๊วย รวมถึงผู้ที่ต้องได้รับการผ่าตัดควรหลีกเลียงการบริโภคสารสกัดแปะก๊วยก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเลือดแข็งตัวช้า
            ดังนั้นหากรู้จักใช้แปะก๊วยก็เป็นสมุนไพรที่มีคุณอนันต์ แต่ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึง โทษมหันต์หากเลือกใช้ไม่ดี
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : เเปะก๊วย

Tags : สมุนไพรเเปะก๊วย

12

พริกไทยทั้งอร่อยและรักษาโรค
            พริกไทยสามารถนำมาเป็นเครื่องปรุงให้กับอาหารต่างๆ ทั้งอาหารไทยและอาหารต่างประเทศ หลายหลายเมนู ทั้งอาหาร ไทย , จีน , ฝรั่ง ซึ่งประโยชน์ในข้อนี้ เราทั้งหลายก็ทราบกันมาแล้ว แต่พริกไทยยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์กันมนุษย์เราไม่แพ้การนำมาเป็นเครื่องปรุงอาหารเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็คือมีการนำพริกไทยมาทำสมุนไพรเพื่อรักษาและบำบัดอาการของโรคต่างๆ ด้วยที่ว่า พริกไทยนั้นเป็นพืชประจำถิ่นแถบอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุนี้ชาวพื้นถิ่นในแถบนี้จึงรู้จักนำพริกไทยมาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรตั้งแต่โบราณกาล  โดยในจีนนั้น กล่าวถึงพริกไทย ว่ามีคุณสมบัติ อุ่น สามารถวิ่งเส้นลมปราณในร่างกายได้ ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก  ทั้งยังทำให้พลังลงสู่ส่วนล่าง  ขับพลังเย็นอวัยวะจั้งฝู่ ทำให้ย่อยอาหารดี  บำรุงพลังของไต  ฆ่าพิษอาหารจำพวกอาหารทะเล  โดยแพทย์แผนจีน ระบุว่า พริกไทย จัดเป็นพืชที่เป็นหยางเหมาะกับคนที่กระเพาะอาหารเย็นชื้น  ผู้ที่จะใช้พริกไทย  จึงควรเป็นผู้ที่มีภาวะหยางในร่างกายน้อย ส่วนในไทย ตำราแผนโบราณของไทยนั้น  ระบุว่าสรรพคุณที่โดดเด่นของพริกไทย คือ เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น ในตำรายาวิเศษ “ว่าใช้เหงือกปลาหมอ 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ตำเป็นผงละลายน้ำกิน 1 เดือน หายจากโรคทั้งปวง” ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ของพริกไทย อาทิเช่น  รากพริกไทยใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน เถาพริกไทย ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการลงแดง เมล็ดพริกไทย ขับเสมหะ  บำรุงธาตุ  ทำให้ผายลมหรือขับปัสสาวะ และพริกไทยยังได้รับการยอมรับในการแพทย์สมัยใหม่ว่า ถ้าเป็นสมุนไพรที่เมื่อนำไปรวมกับสมุนไพรตัวอื่นๆแล้วจะมีฤทธิ์เป็นยา เช่น พิกัดตรีกฎก ซึ่งประกอบด้วย เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย  ผลดีปลี  ข่วยขับน้ำดีและขับลม  อีกพิกัดหนึ่งคือ  ตรีวาตผล ประกอบด้วย  ลูกสะค้าน  เหง้าข่า  รากพริกไทย  ช่วยแก้ในกองลม  แน่นหน้าอก   ขับเสมหะ  บำรุงไฟธาตุ สำหรับในอินเดีย นั้น ชาวอินเดีย  นิยมใช้พริกไทยเป็นองค์ประกอบในการใช้ แก้หวัด  ปวดท้อง  อาเจียน  ปวดประจำเดือน และที่สำคัญล่าสุดในปัจจุบันนี้ มีการนำพริกไทยไปแปรรูปเป็นพริกไทยดำ  แล้วมีการศึกษาวิจับ พบสารตัวหนึ่งในพริกไทยดำ  ว่ามีสรรพคุณ ลดน้ำหนักได้ คุณผู้หญิงในปัจจุบันจึงนิยมใช้สารสกัดจากพริกไทยดำเพื่อลดน้ำหนักกันอย่างแพร่หลาย  ซึ่งในหัวข้อพริกไทยดำกับสรรพคุณการลดน้ำหนักนี้ ขออุบไว้ก่อนโดย จะขอกล่าวถึงในครั้งต่อไป
            แต่อย่างไรก็ตามพริกไทยก็ถือได้ว่าเป็นพืชที่ให้คุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก  เพราะสามารถเป็นทั้งเครื่องปรุงรสชั้นเลิศ  ที่เป็นที่นิยมทั่วโลกในปัจจุบัน  และยังสามารถเป็นสมุนไพร  ที่มีสรรพคุณรักษาและบำบัดโรคได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงขอขนานนามพริกไทยว่า “พริกไทย สมุนไพร 2 IN 1”

13

กระชายดำ สมุนไพรไทยแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง
            ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสความนิยมในการหันมาใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันของคนไทยนั้น ถือได้ว่ากระแสแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเนื่องมาจาก  ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัว และรับรู้ข้อมูล ผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของไต  และอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ จนทำเกิดการเจ็บป่วยแบบสะสมในอวัยวะภายในเหล่านั้น และกลายเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก ติด 5 อันดับแรกของการเจ็บป่วยของประเทศ  ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใช้สมุนไพรในการดูแล และรักษาโรค รวมถึงใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย โดยสมุนไพรที่ใช้นั้นมีทั้งสมุนไพรจีน และสมุนไพรที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ เช่น กระชายดำ เถาเอ็นอ่อน มะขามป้อม ฯลฯ แต่ในกระแสสมุนไพรฟีเวอร์ในปัจจุบันนี้ หากจะนับสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เชื่อได้ว่า กระชายดำ คงเป็นชื่อสมุนไพรที่ทุกท่านเคยได้ยินบ่อยๆอย่างแน่นอน สำหรับกระชายดำ เป็นสมุนไพรของไทยแท้ๆ เพราะมีถิ่นกำเนิดในไทย และพบได้ทุกภาคของไทย  โดยจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน และเราใช้เหง้ามาเป็นสมุนไพรและใช้ประโยชน์ในสรรพคุณต่างๆ เหง้าลักษณะ กลมๆ เรียงต่อกัน มีสีน้ำตาล หากหักออกเนื้อในจะเป็นสีม่วงมีกลิ่นหอม ในอดีตการปลูกกระชายดำนั้นไม่ได้ปลูกไว้เพื่อเป็นเศรษฐกิจ หรือการขายแต่อย่างใด แต่จะปลูกไว้ละแวกบ้านหรือในกระถาง เพื่อรักษาโรคและใช้เป็นยาบำรุงในครัวเรือนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน กระชายดำเป็นที่นิยมในการนำมาทำยาสมุนไพรทั้งในรูปแบบการบริโภคสด หรือการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อการรักษาโรคและเป็นอาหารเสริม จึงจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์และการปลูกกระชายดำ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยการขยายพันธุ์กระชายดำนั้น  ทำได้โดยการใช้หัวหรือเหง้าปลูก เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน เพราะพืชจำพวกนี้ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี  โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 จอบ ลึก 10 – 15 ซม. แล้วนำแง่งกระชายดำ  ใส่ในหลุมแง่งเล็กใช้ 1 – 2 แง่ง หากแง่งใหญ่สมบูรณ์ใช้แง่งเดียว  เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น จะแตกหน่อขยายไปเรื่อยๆเอง  ส่วนแง่งที่เราปลูกจะเหี่ยวและแห้งไป โดยให้ระยะปลูก ระหว่างแถบประมาณ 30 ซม. ระหว่างต้น 25 – 30 ซม. ฤดูที่เหมาะสมที่จะปลูกคือ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน ในการปลูกครั้งแรกควรปลูกให้ได้อายุ 1 ปี ค่อยเก็บเกี่ยว หลังจากครั้งแรก ควรปลูกให้ได้อายุประมาณ 10 – 12 เดือน และควรให้ใบและลำต้นเหี่ยวแห้งหลุดออกจึงทำการเก็บเกี่ยว เพราะจำทำให้ได้ กระชายดำที่คุณภาพตัวยาเข้มข้น
            โดยในราคาขายกระชายดำในปัจจุบันนั้น หากในฤดูกาล ราคา 100 – 120 บาท/กิโลกรัม หากเป็นนอกฤดูกาล ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม เลยทีเดียว เมื่ออ่านแล้วทุกท่าน สนใจการปลูกหรือเปล่าครับ ปลูกง่าย ดูแลง่าย ขาดก็คล่อง แถมราคาดีอีก เหมาะสมกับหัวข้อ “กระชายดำ สมุนไพรแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง”
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของกระชายดำ

14
ถังเช่า ควรมีการเลือกซื้อที่มี อย. บริโภคนะครับ

15
ดันถังเช่าค่ะ

หน้า: [1] 2 3 ... 5